ระบบสารสนเทศด้านการบัญชี

23 ก.ย.

 ระบบสารสนเทศด้านการบัญชี

ระบบสารสนเทศด้านการบัญชีจะมีส่วนประกอบหลัก 2 ส่วน คือ

1. ระบบบัญชีการเงิน (Financial Accounting System) บัญชีการเงินเป็นการบันทึกรายการค้าที่เกิดขึ้นใน รูป ตัวเงิน จัดหมวด หมู่รายการต่างๆ สรุปผลและตีความหมายในงบการเงิน ได้แก่ งบกำไรขาดทุน งบดุล และงบกระแส เงินสด โดยมี วัตถุ ประสงค์หลัก คือ นำเสนอสารสนเทศแก่ผู้ใช้และผู้ที่สนใจข้อมูลทางการเงินขององค์การ เช่น นักลงทุน และ เจ้าหนี้ นอกจากนี้ยัง จัดเตรียมสารสนเทศในการตัดสินใจของผู้บริหาร ซึ่งนักบัญชีสามารถนำเทคโนโลยีสารสนเทศ มาใช้ในการประมวลข้อมูล โดยจด บันทึกลงในสื่อต่างๆ เช่น เทป หรือจานแม่เหล็ก เพื่อรอเวลาสำหรับทำการประมวล และแสดงผลข้อมูลตามต้องการ
2. ระบบบัญชีบริหาร (Managerial Accounting System) บัญชีบริหารเป็นการนำเสนอข้อมูลทางการเงินแก่ ผู้บริหาร เพื่อใช้ในการ ตัดสินใจทางธุรกิจ ระบบบัญชีจะประกอบด้วย บัญชีต้นทุน การงบประมาณ และการศึกษาระบบ โดยมีลักษณะสำคัญคือ
– ให้ความสำคัญกับการจัดการสารสนเทศทางการบัญชีแก่ผู้ใช้ภายในองค์การ
– ให้ความสำคัญกับการดำเนินงานในอนาคตของธุรกิจ
– ไม่ต้องจัดทำสารสนเทศตามหลักการบัญชีที่รับรองทั่วไป
– มีข้อมูลทั้งที่เป็นตัวเงินและไม่เป็นตัวเงิน
– มีความยืดหยุ่นและสามารถปรับให้สอดคล้องกับความต้องการใช้งาน

รูป แสดงระบบสารสนเทศด้านการบัญชี

        AIS จะให้ความสำคัญกับการวบรวมข้อมูลและการติดต่อสื่อสารทางการเงิน ซึ่งเป็นกระบวนการติดต่อสื่อสาร มากกว่า การ วัดมูลค่า โดยที่ AIS จะแสดงภาพรวม จัดเก็บ จัดโครงสร้างประมวลข้อมูล ควบคุมความปลอดภัย และ การรายงานสารสนเทศ ทาง การบัญชี ปัจจุบันการดำเนินงานและการไหลเวียนของข้อมูลทาง การบัญชีมีความ ซับซ้อน มากขึ้น ทำให้นักบัญชีต้องกำหนด คุณ สมบัติของสารสนเทศด้านการ บัญขีให้สัมพันธ์กับการ ดำเนินงานของ องค์ฏาร ประการสำคัญ AIS และระบบสารสนเทศ เพื่อการ จัดการจะมีทั้งส่วนที่แยกออกจากกัน และเกี่ยวเนื่องสัมพันธ์กัน แต่ MIS จะให้ความสำคัญกับการจัดการ สารสนเทศสำหรับ การตัดสิน ใจของผู้บริหาร ขณะที่ AIS จะประมวล สารสนเทศ เฉพาะ สำหรับผู้ใช้งานทั้งภายในและภายนอกองค์การ เช่น นักลงทุน เจ้าหนี้ และผู้บริหาร เป็นต้น

แนวคิดเกี่ยวกับระบบสารสนเทศทางการบัญชี

แนวทางการศึกษาในครั้งนี้ มีที่มาจากการศึกษาแนวคิดทางการบัญชีที่เกี่ยวข้องกับระบบสารสนเทศทางการบัญชี ซึ่งเป็นระบบที่ถูกออกแบบมาเพื่อประมวลผลของข้อมูลทางการบัญชี มีผู้ให้คำจำกัดความและประโยชน์ของระบบสารสนเทศทางการบัญชีไว้ ดังนี้

        บุญสิริ สุวรรณเพ็ชร (2539) ได้ให้ความหมายไว้ว่า ระบบสารสนเทศ หมายถึง ชุดของคนข้อมูลและวิธีการ ซึ่งทำงานร่วมกันเพื่อให้เกิดความสำเร็จตามเป้าหมายที่วางไว้ในการจัดการสารสนเทศ ซึ่งได้แก่ การรวบรวมข้อมูล การประมวลผลข้อมูล การนำเอาสารสนเทศที่ได้นำไปใช้ในการตัดสินใจ การแก้ปัญหา การควบคุม เป็นต้น

        วัชนีพร เศรษฐสักโก (2545) ได้ให้ความหมายไว้ว่า ระบบสารสนเทศทางการบัญชี หมายถึง ระบบที่พัฒนาขึ้นมาในกิจการ โดยมีการใช้ทรัพยากรบุคคล  คอมพิวเตอร์และอุปกรณ์รอบข้าง เช่น จอภาพ เครื่องพิมพ์ เพื่อทำหน้าที่หลักในการบันทึกข้อมูลประมวลผล และจัดทำสารสนเทศทางการบัญชีเสนอให้แก่ผู้ใช้ภายในและผู้ใช้ภายนอกกิจการในระบบสารสนเทศทางการบัญชีอาจใช้คนจัดเก็บบันทึกข้อมูล ประมวลผล และจัดทำสารสนเทศทางการบัญชีโดยไม่ใช้คอมพิวเตอร์ และอุปกรณ์รอบข้าง รวมทั้งเทคโนโลยีสารสนเทศอื่น

        อุทัยวรรณ จรุงวิภู (2544) ได้ให้ความหมายไว้ว่า ระบบสารสนเทศทางการบัญชีหมายถึง ระบบที่ถูกออกแบบมาเพื่อแปลง หรือประมวลข้อมูลทางการเงิน ให้เป็นสารสนเทศที่มีประโยชน์ในการตัดสินใจต่อผู้ใช้ คือบุคคลภายในและภายนอกองค์กรแน่งน้อย ใจอ่อนน้อม (2543) ได้ให้ความหมายไว้ว่า ระบบสารสนเทศทางการบัญชีหมายถึง ระบบการเก็บรวบรวมทรัพยากรขององค์กร เช่น อุปกรณ์หรือทรัพยากรอย่างอื่นโดยได้รับการออกแบบให้มีการประมวลผลข้อมูลทางการเงินออกมาเป็นสารสนเทศ สารสนเทศ ดังกล่าวนี้ได้มีการใช้อย่างกว้างขวางในหมู่ผู้บริหาร ซึ่งต้องมีการตัดสินใจ และระบบสารสนเทศ

ทางการบัญชีที่กล่าวถึงนี้อาจเป็นไปได้ทั้งระบบบัญชีที่ทำด้วยมือและระบบบัญชีที่ประมวลผลด้วยคอมพิวเตอร์จากความหมายข้างต้น ผู้ศึกษาได้สรุปความหมายของระบบสารสนเทศทางการบัญชีหมายถึง ระบบที่ถูกออกแบบมาเพื่อนำข้อมูลทางการบัญชีไปผ่านกระบวนการประมวลผลแล้วนำเสนอในรูปแบบที่เข้าใจได้ง่าย ซึ่งประกอบด้วย ผู้ใช้ คอมพิวเตอร์ และอุปกรณ์ต่างๆ ที่สามารถช่วยลดขั้นตอนที่ซับซ้อนของบัญชี นำเสนอต่อบุคคลทั้งภายในและภายนอกองค์กรประโยชน์ของระบบสารสนเทศทางการบัญชีต่อองค์กร (วัชนีพร เศรษฐสักโก,2543)

1) ระบบสารสนเทศทางการบัญชี

สามารถปรับปรุงผลิตภัณฑ์หรือการบริหาร โดยการเพิ่มคุณภาพ การลดต้นทุน หรือการเพิ่มรูปแบบได้ตามต้องการ เช่น ระบบสารสนเทศทางการบัญชีสามารถวัดการทำงานของเครื่องจักร ดังนั้น ถ้าเกิดเหตุการณ์ที่ผิดปกติ ฝ่ายปฏิบัติการสามารถสังเกตได้โดยทันที

2) ระบบสารสนเทศทางการบัญชีช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ

ยกตัวอย่างเช่น สมมติว่าบริษัทแห่งหนึ่งในกระบวนการผลิต แนวการประกอบชิ้นส่วนของเครื่องจักรในโรงงานล่าช้า เนื่องจากฝ่ายผลิตมีวัตถุดิบไม่เพียงพอ ทั้งๆที่ในโกดังมีพื้นที่เหลือมากในการจัดเก็บระบบสารสนเทศทางการบัญชีสามารถช่วยจัดการเกี่ยวกับวัตถุดิบ ไม่ว่าจะเป็นการจัดการเกี่ยวกับปริมาณวัตถุดิบในมือ และการสั่งซื้อวัตถุดิบโดยอัตโนมัติเมื่อวัตถุดิบคงเหลือในปริมาณที่ต้องการสั่งซื้อ

3) ระบบสารสนเทศทางการบัญชีช่วยในการจัดหาสารสนเทศได้ทันเวลา

และเชื่อถือได้เพื่อใช้ในการตัดสินใจ ยกตัวอย่างเช่น บริษัทแห่งหนึ่งมีผลิตภัณฑ์กว่า 100 ชนิด ในแต่ละวันจะทำการรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลเกี่ยวกับยอดขายของสินค้าแต่ละชนิด สินค้าใดถ้ามียอดขายต่ำผู้บริหารจะทำการวิเคราะห์ถึงสาเหตุ ซึ่งอาจทำการผลิตต่อโดยทำการปรับปรุงคุณภาพ หรือหยุดทำการผลิต

4) ระบบสารสนเทศทางการบัญชี

ช่วยทำให้บริษัทได้เปรียบในการแข่งขัน ยกตัวอย่างเช่น บริษัท ไพร้วอเตอร์เฮ้าคูเปอร์ส เอบีเอเอส จำกัด ทำการพัฒนาระบบที่ช่วยอำนวยประโยชน์ในการแบ่งข้อมูลที่เกี่ยวกับลูกค้า ระบบจะเก็บข้อมูลพื้นฐานต่างๆของลูกค้าโดยแบ่งเป็นประเภทต่างๆซึ่งจะช่วยในการทำงานครั้งต่อไปได้รวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากขึ้นเพราะในข้อมูลพื้นฐานนั้นจะรวบรวมปัญหาต่างๆจากกรณีศึกษาที่ผ่านมาและแนวทางแก้ไข

5) ระบบสารสนเทศทางการบัญชีช่วยปรับปรุงการติดต่อสื่อสาร

ยกตัวอย่างเช่น เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงกฎหมายภาษีอากรทางบริษัทตรวจสอบจะแจ้งให้ลูกค้าทราบโดยใช้ระบบเครือข่าย

6) ระบบสารสนเทศทางการบัญชีช่วยในการพัฒนาองค์ความรู้

ยกตัวอย่างเช่น การเก็บข้อมูลทางภาษีอากร เมื่อเกิดข้อสงสัยเกี่ยวกับภาษีอากรเข้าไปค้นหาข้อมูลเพื่อหาแนวทางแก้ไขปัญหาได้

ทฤษฎีประมวลสารสนเทศ (Information Processing Theory)

ทฤษฎีประมวลผลสารสนเทศ หรือทฤษฎีกระบวนการทางสมองในการ ประมวลผลข้อมูล เป็นทฤษฎีที่สนใจศึกษาเกี่ยวกับกระบวนการพัฒนาสติปัญญาของมนุษย์ โดยให้ความสนใจเกี่ยวกับการทำงานของสมอง ทฤษฎีนี้เริ่มได้รับความนิยมมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1950 จวบจนปัจจุบัน โดยมีผู้เรียกชื่อในภาษาไทยหลายชื่อ ได้แก่ ทฤษฎีประมวลสารข้อมูลข่าวสาร ทฤษฎีประมวลสารสนเทศ ในที่นี้จะใช้เรียกว่า ทฤษฎีประมวลสารสนเทศ ทฤษฎีนี้มีแนวคิดว่า การทำงานของสมองมีความคล้ายคลึงกับการทำงานของเครื่องคอมพิวเตอร์ Klausmeier (1985 อ้างถึงใน ทิศนาแขมมณี, 2545) ได้อธิบายการเรียนรู้ของมนุษย์โดยเปรียบเทียบการทำงานของคอมพิวเตอร์กับการทำงานของสมอง ซึ่งมีการทำงานเป็นขั้นตอน ดังนี้

1) การรับรู้ โดยผ่านทางอุปกรณ์หรือเครื่องรับข้อมูล

2) การเข้ารหัส โดยอาศัยชุดคำสั่งหรือซอฟแวร์

3) การส่งข้อมูลออก โดยผ่านทางอุปกรณ์

การประมวลผลข้อมูล เริ่มต้นจากการที่มนุษย์รับสิ่งเร้าเข้ามาทาง ประสาทสัมผัส สิ่งเร้าที่เข้ามาจะได้รับการบันทึกไว้ในความจำระยะสั้น ซึ่งดำรงคงอยู่ในระยะเวลาจำกัดมาก แต่ละบุคคลมีความสามารถในการจำระยะสั้นที่จำกัด ในการทำงานที่จำเป็นต้องเก็บข้อมูลไว้ใช้ในภายหลัง อาจจำเป็นต้องใช้เทคนิคต่างๆ ในการช่วยจำ เช่น การจัดกลุ่มคำ หรือการท่องซ้ำๆ กันหลายครั้ง ซึ่งจะสามารถช่วยให้จดจำสิ่งนั้นไว้ใช้งาน และเพื่อนำไปเก็บไว้ในความจำระยะยาว เปรียบได้กับการเก็บข้อมูลของคอมพิวเตอร์ไว้ใช้ในภายหลัง สามารถทำได้โดยข้อมูลนั้นจำเป็นต้องได้รับการประมวลและเปลี่ยนรูปโดยการเข้ารหัส บุคคลจะสามารถเรียกข้อมูลต่างๆ ออกมาใช้งานได้ ซึ่งในการเรียกข้อมูลออกมาใช้ บุคคลจำเป็นต้องถอดรหัสข้อมูล จากความจำระยะยาวนั้นเนื่องจากการประมวลสารสนเทศของสมองได้รับการควบคุมโดยหน่วยบริหารควบคุม

ประมวลสารสนเทศ (Executive Control of Information Processing) อีกชั้นหนึ่ง ซึ่งเปรียบได้กับโปรแกรมประมวลผลสารสนเทศซึ่งเป็นซอฟแวร์ของเครื่องคอมพิวเตอร์ ดังนั้น การที่บุคคลรู้จักเรียนรู้และรู้จักบริหารควบคุมกระบวนการคิดของตน จะสามารถทำให้บุคคลนั้นสามารถสั่งงานให้สมองกระทำการต่างๆ อันจะทำให้บุคคลนั้นประสบความสำเร็จในการเรียนรู้ได้ กระบวนการคิดของมนุษย์เปรียบได้กับการประมวลผลสารสนเทศของเครื่องคอมพิวเตอร์ หากองค์กรสามารถจัดการกระบวนการประมวลผลสารสนเทศให้สอดคล้องกับความต้องการใช้ระบบสารสนเทศนั้นจะทำให้สารสนเทศที่ได้นั้นเป็นประโยชน์ต่อองค์กรมากยิ่งขึ้น ดังนั้น ระบบสารสนเทศที่ดีนั้นต้องมีความเหมาะสมกับองค์กร ซึ่งแต่ละองค์กรมีความต้องการสารสนเทศไม่เหมือนกัน ขึ้นอยู่กับเป้าหมายขององค์กรและขึ้นอยู่กับลักษณะการตัดสินใจของผู้ประกอบการ ผู้ประกอบการที่ได้รับสารสนเทศที่ไม่ตรงกับความต้องการ เช่น ได้รับสารสนเทศมากเกินไป สารสนเทศไม่อยู่ในรูปแบบที่ต้องการ และสารสนเทศไม่ได้รับในเวลาที่ต้องการ เป็นต้น จะส่งผลต่อการตัดสินใจที่มีประสิทธิภาพ และในที่สุดจะทำให้ผลการดำเนินงานขององค์กรเสียหายได้ เนื่องจากการประมวลผลสารสนเทศ เป็นองค์ประกอบหลักของโครงสร้างองค์กรแนวคิดเกี่ยวกับการออกแบบระบบสารสนเทศทางการบัญชีสำหรับกรอบแนวคิดเกี่ยวกับระบบสารสนเทศทางการบัญชีในการศึกษาครั้งนี้ คือ ระบบสารสนเทศทางการบัญชี เป็นระบบที่ถูกออกแบบมาเพื่อประมวลผลข้อมูลทางการบัญชีให้เป็นรูปธรรมและเป็นทางการ เพื่อนำมาประกอบในกระบวนการตัดสินใจ ซึ่งข้อมูลในส่วนนี้ จะแบ่งออกเป็น 4 มิติ ที่ใช้ในการออกแบบระบบสารสนเทศทางการบัญชี ประกอบด้วย ขอบเขต (Scope)การรวบรวมข้อมูล (Aggregation) การบูรณาการ (Integration) และความเหมาะสมกับเวลา(Timeliness)

(Ismail and King, 2005)

1) ขอบเขต (Scope) หมายถึง ข้อมูลที่เฉพาะเจาะจง ข้อมูลที่เป็นรูปธรรม และข้อมูลที่สามารถประเมินเหตุการณ์ ในอดีต ปัจจุบัน และอนาคต

2) การรวบรวมข้อมูล (Aggregation) หมายถึง รูปแบบการรวบรวมข้อมูล ตั้งแต่การให้ข้อมูลดิบไปจนถึงการรวบรวมข้อมูล ในแต่ละช่วงเวลาหรือประเด็นที่สนใจ

3) การบูรณาการ (Integration) หมายถึง การประสานงานของส่วนต่างๆภายในองค์กร

4) ความเหมาะสมกับเวลา (Timeliness) หมายถึง การให้ข้อมูลตามที่ร้องขอไปและความถี่ ของการรายงานข้อมูลที่มีการรวบรวมอย่างเป็นระบบแนวคิดเกี่ยวกับแนวทางการใช้ระบบสารสนเทศทางการบัญชีจากการศึกษาในอดีต

 

        Cragg et al. (2002) พบว่า ทฤษฎีความพอประมาณ (ModerationApproach) มีความสำคัญมาก เมื่อการวัดผลการดำเนินงานถูกนำมาเชื่อมโยงในการศึกษา เนื่องจากทฤษฎีความพอประมาณ (Moderation Approach) กล่าวว่า ความเหมาะสมของแผนการดำเนินงานของแต่ละองค์กรขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อมขององค์กรนั้นๆ ดังนั้นการที่องค์กรนำมาประยุกต์ใช้จะต้องมีการพิจารณาว่าจะนำมาใช้ให้สอดคล้องกับการดำเนินธุรกิจได้อย่างไร โดยต้องมีการพิจารณาให้เหมาะสมกับความต้องการที่จำเป็นขององค์กรและขนาดลักษณะของการดำเนินธุรกิจโดยกระบวนการต้องเริ่มจากการพิจารณาถึงความต้องการของผู้ประกอบการว่าต้องการอะไร และควรได้รับการตอบสนองอย่างไร เพื่อนำไปสู่การกำหนดแนวทางการดำเนินงาน และควรกำหนดให้สอดคล้องกับทิศทางและนโยบายขององค์กร เพื่อให้องค์กรอยู่รอดอย่างมั่นคงและยั่งยืนในระยะยาว (Surinder, 2009: ออนไลน์) เนื่องจาก ทฤษฎีความพอประมาณ (ModerationApproach) สามารถนำมาประยุกต์ใช้กับการปฏิบัติงานในทุกระดับขององค์กร สำหรับการนำมาใช้กับระบบสนเทศทางการบัญชีของวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ควรเลือกระบบสารสนเทศทางการบัญชีที่เหมาะสม และสอดคล้องกับความต้องการในการใช้งานให้มากที่สุด เพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อองค์กรสูงสุด เนื่องจากระบบสารสนเทศทางการบัญชีเป็นต้นทุนอย่างหนึ่งของการดำเนินธุรกิจ ซึ่งวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมมีความสามารถลงทุนได้ในระดับที่จำกัดดังนั้น ในการศึกษาในครั้งนี้ ได้นำเอาทฤษฎีความพอประมาณ (Moderation Approach) มาใช้วัดความสอดคล้องกันระหว่างความต้องการใช้ระบบสารสนเทศทางการบัญชีและความสามารถในการประมวลผลสารสนเทศทางการบัญชี และนำมาประยุกต์ใช้กับแนวคิดเกี่ยวกับระบบสารสนเทศทางการบัญชี โดยใช้คุณลักษณะของสารสนเทศทางการบัญชีทั้ง 19 ข้อ ซึ่งพัฒนาโดยChenhall and Morris (1986 อ้างถึงใน Ismail and King, 2006) และเป็นผลลัพธ์ที่เกิดจากการ

ประมวลผลของระบบสารสนเทศทางการบัญชี ที่แบ่งออกเป็น 4 มิติ

ตามแนวคิดของ Ismail andKing (2005) ที่ได้กล่าวมาแล้วคุณลักษณะของสารสนเทศทางการบัญชี 19 ข้อซึ่งพัฒนาโดย Chenhall and Morris (1986อ้างถึงใน Ismail and King, 2006) ประกอบด้วย

1) เหตุการณ์ในอนาคต (Future Event) หมายถึง ข้อมูลต่างๆที่เกี่ยวกับเหตุการณ์ในอนาคต ได้แก่ แนวโน้มในอนาคตของ ยอดขาย กำไร ค่าใช้จ่าย และกระแสเงินสด

2) ข้อมูลที่ไม่เกี่ยวกับเศรษฐกิจ (Non-Economic Information) ได้แก่ ความพึงพอใจของลูกค้า ทัศนคติของพนักงาน ทัศนคติของหน่วยงานราชการและผู้บริโภค ความรุนแรงด้านการแข่งขัน

3) ปัจจัยภายนอก (External) ได้แก่ สภาพเศรษฐกิจ การเพิ่มขึ้นของประชากร การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี

4) ข้อมูลที่ไม่เกี่ยวกับการเงินที่เกี่ยวเนื่องกับการผลิต (Non-Finance Information ThatRelate to Production) ได้แก่ อัตราการผลิต ระดับของเศษวัสดุ ประสิทธิภาพของเครื่องจักร

5) ข้อมูลที่ไม่เกี่ยวกับการเงินที่เกี่ยวเนื่องกับการตลาด (Non-Finance Information ThatRelate to Market) ได้แก่ ขนาดของตลาด หุ้นที่เพิ่มขึ้น

6) รายงานระดับส่วน (Section Reports) หมายถึง ข้อมูลที่รายงานโดยส่วนต่างๆในองค์กร ได้แก่ จากฝ่ายผลิตและการตลาด ฝ่ายขาย ศูนย์กำไรหรือต้นทุน

7) รายงานตามเวลา (Temporal Reports) หมายถึง ข้อมูลที่เกี่ยวกับผลกระทบของเหตุการณ์ในแต่ละช่วงเวลา ได้แก่ รายงานประจำปี ไตรมาส หรือเดือน แนวโน้มต่างๆ การเปรียบเทียบ

8) ผลของเหตุการณ์ที่มีต่อการดำเนินงาน (Effects of Events on Function) หมายถึงข้อมูลที่ประมวลเพื่อให้เห็นถึงอิทธิพลของเหตุการณ์ต่างๆ ที่มีต่อการดำเนินงาน ได้แก่ การตลาดหรือการผลิต ที่มีการเกี่ยวเนื่องกับงานหรือกิจกรรมบางอย่าง

9) รูปแบบการตัดสินใจ (Decisional Models) หมายถึง รูปแบบของข้อมูลสำหรับเป็นข้อมูลนำเข้า (Input) ในรูปแบบการตัดสินใจ ได้แก่ การวิเคราะห์ส่วนลดกระแสเงินสด การวิเคราะห์รายได้ขั้นต่ำ การวิเคราะห์สินค้าคงคลัง การวิเคราะห์นโยบายสินเชื่อ

10) การวิเคราะห์ความน่าจะเป็น (What-If Analysis) หมายถึง รูปแบบของข้อมูลที่อยู่ในรูปแบบที่สามารถนำมาวิเคราะห์เหตุการณ์ที่น่าจะเป็นแบบเงื่อนไข เช่น จะมีอะไรเกิดขึ้นถ้าสิ่งนี้เกิดขึ้น

11) รายงานสรุปส่วนงาน (Summary Reports-Sections) หมายถึง ข้อมูลด้านผลการดำเนินงานของส่วนต่างๆ ในองค์กรที่ประกอบเป็นรายงานสรุป ได้แก่ กำไร ต้นทุน รายงานรายได้รวมของส่วนงาน

12) รายงานสรุปขององค์กร (Summary Reports-Organization) หมายถึง ข้อมูลของผลการดำเนินงานทั้งองค์กร ได้แก่ กำไร ต้นทุน รายงานรายได้รวมขององค์กร

13) การปฏิสัมพันธ์ของส่วนย่อย (Sub-Unit Interaction) หมายถึง ข้อมูลเกี่ยวกับการตัดสินใจที่มีผลกระทบต่อทั้งองค์กร และอิทธิพลของการตัดสินใจของปัจเจกบุคคลที่มีต่อหน้าที่ความรับผิดชอบอื่นๆ

14) เป้าหมายที่เที่ยงตรง (Precise Targets) ของกิจกรรมของทุกภาคส่วนในองค์กร

15) ผลกระทบต่อองค์กร (Organization Effect) หมายถึง ข้อมูลที่เกี่ยวกับผลกระทบของการตัดสินใจที่มีต่อผลการดำเนินงานทั้งหมดขององค์กร

16) ความรวดเร็วของการรายงาน (Speed of Reporting) หมายถึง ข้อมูลที่ขอไปสามารถได้รับทันที

17) การได้รับข้อมูลอัตโนมัติ (Automatic Receipt) หมายถึง การส่งข้อมูลเข้าไปในระบบสารสนเทศโดยอัตโนมัติ หรือในทันทีที่มีการประมวลข้อมูลเสร็จ

18) ความถี่ของการรายงาน (Frequency of Reporting) หมายถึง การรายงานอย่างสม่ำเสมอและเป็นระบบของรายงานประจำวัน ประจำสัปดาห์ หรือประจำเดือน

19) การรายงานทันที (Immediate Reporting) หมายถึง การไม่ประวิงเวลาการรายงานในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

สำหรับแนวทางการใช้ระบบสารสนเทศทางการบัญชี ที่ใช้ในการศึกษาในครั้งนี้ วัดได้จากความสอดคล้องกันระหว่างความต้องการใช้ระบบสารสนเทศทางการบัญชีและความสามารถในการประมวลผลของระบบสารสนเทศทางการบัญชีของคุณลักษณะของสารสนเทศทางการบัญชีทั้ง19 ข้อ และเชื่อมโยงกับผลการดำเนินงาน

About these ads

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

ติดตาม

Get every new post delivered to your Inbox.

%d bloggers like this: